น่ารักอะ


ความรู้มากมาย

วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ประวัติช้างไทย

ประวัติโดยย่อ

ช้างไทยเป็นสัตว์ประจำชาติไทย
และเป็นที่สำคัญต่อพระพุทธศาสนา
และประเทศไทยยังเคยมี ธงชาติที่ประทับลายช้างเผือกไว้ด้วย ถ้าพูดถึงในสมัยก่อนนั้น ช้างมีความสำคัญมากในด้านการศึก ด้านการทำสงคราม ช้างทำให ้ ขุนนางได้ เลื่อนยศมา และคนไทยเราก็นิยมในช้างเผือก ซึ่งเป็นช้างของกษัตริย์ ซึ่งมีลักษณะสวยงามมาก แต่ว่าหาได้ยากมากซึ่งในการศึก ช้างจะเป็นพาหนะของแม่ทัพซึ่งจะมีการศึกบนหลังหลังช้าง เรียกว่า ยุทธหัตถีถือเป็นการสู้ที่มีเกียรติมาก




ช้างไทยในสงครามประวัติศาสตร์            ในสมัยโบราณมีการใช้ช้างในการทำสงคราม ซึ่งถือว่าช้างนั้นเป็นกำลังสำคัญในการสู้ศึกเพื่อเอกราชของไทยเลยก็ว่าได้ การใช้ช้างในการทำสงครามนั้นได้มีการกล่าววิธีการต่อสู้เอาไว้ว่าพระเจ้าแผ่นดินหรือแม่ทัพก็จะใช้อาวุธของ้าวต่อสู้กันบนหลังช้าง ส่วนช้างที่ใช้ต่อสู้นั้นก็จะต่อสู้กับช้างของศัตรูช้างผู้ใดที่มีกำลังมากและสามารถสู้งัดช้างของศัตรู ก็จะเป็นฝ่ายได้เปรียบเพราะจะทำให้แม่ทัพนั้นสามารถใช้ของ้าวฟันคู่ต่อสู้ได้อย่างสะดวกและได้ชัยชนะ ซึ่งการรับชัยชนะนั้นจะต้องขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของช้างและแม่ทัพด้วย ช้างศึกในสมัยโบราณนั้นมีมากมายหลายรัชสมัยโดยเริ่มจากสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เมื่อครั้งสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถในสมัยนี้พระองค์ได้รับช้างเผือกมาตัวหนึ่งซึ่งถือเป็นช้างเผือกแรกของกรุงศรีอยุธยา เลยก็ว่าได้จนพระองค์ได้รับพระราชสมัญญาอีกพระนามหนึ่งว่า พระเจ้าช้างเผือกและในสมัยพระมหาจักรพรรดิทรงใช้ช้างต่อสู้กับกองทัพของพม่าและได้เกิดตำนานพระศรีสุริโยทัยขึ้น นอกจากนี้ยังมีการรบบนหลังช้างที่สำคัญกับคนไทยมากที่สุดซึ่งถือเป็นการกู้เอกราชให้กับประเทศไทยเลยก็ว่าได้นั่นคือในสมัยสมเด็จ พระนเรศวรมหาราชซึ่งเป็นการรบระหว่างสมเด็จพระนเรศวรมหาราชกับพระมหาอุปราชาแห่งกรุงหงสาวดีโดยช้างที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงใช้ในการทำศึกครั้งนี้คือเจ้าพระยาไชยานุภาพและเมื่อได้รับชัยชนะก็ได้สมญานามว่า เจ้าพระยาปราบหงสา ส่วนช้างที่พระสมเด็จพระเอกาทศรถผู้น้องทรงช้างนามว่า เจ้าพระยาปราบไตรจักร และต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีเมื่อครั้งที่ประชาชนเกิดความแตกแยกข้าศึกเข้าโจมตี พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงเป็นกำลังรวบรวมชาติไทยให้เป็นปึกแผ่นโดยทรงใช้ช้างในการรบด้วยเช่นกัน





พุดเดิ้ล


ประวัติพุดเดิ้ล poodle


ประวัติ พูเดิ้ลตุ๊กตา(Toy),พูเดิ้ลเล็ก(Miniature)และพูเดิ้ลมาตราฐาน(Standard)
พูเดิ้ลนิยมเลี้ยงแพร่หลายมากในประเทศ
ฝรั่งเศสในฝรั่งเศสเอง หลายคนรู้จักพูเดิ้ลเป็นสุนัขประจำชาติฝรั่งเศส แต่แท้จริงแล้วพูเดิ้ลเป็นสุนัขที่มีต้นกำเนิดในประเทศ
เยอรมัน ลักษณะทั่วไป พูเดิ้ลตุ๊กตาจะสูงประมาณ 10 นิ้ว หรือเตี้ยกว่านั้นวัดจากเท้าติดพื้นจนถึงปลายไหล หัวจะกลม
ปานกลางกะโหลกและลาดลงไปเล็กน้อย ตากลมโตพอที่จะแสดงให้เห็นลักษณะฉลาดเฉลียวออกมาทางแววตาเมื่อลืมตา
ขึ้น อุปนิสัย พูเดิ้ลเป็นสุนัขที่ฉลาด สวยน่ารัก และเรียนรู้เร็วจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนเรามักใช้พูเดิ้ลเพื่อการแสดงเบ็ดเตล็ด
ต่างๆที่เป็นการแสดงออกซึ่งความเฉียวฉลาด คล่องแคล่วของสัตว ์ดังนั้นเรามักจะพบพูเดิ้ลร่วมในการแสดงโชว์ของคณะ
ละครสัตว์ พูเดิ้ลจะเต้นระบำหรือแสดงกายกรรมตลอดจนการแสดงความสามารถต่างๆ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆในวัย
ต่างๆมาตลอด สี สีผิวพูเดิ้ลต้องมีสีเข้ม ขนจะมีสีต่างๆ เช่น น้ำเงินเทา ทอง เงิน น้ำตาล สีกาแฟใส่นมแอพพริคอท และสี
ครีม และแต่ละตัวอาจจะมีสีในเฉดเดียวกันแต่อ่อนแก่ต่างกันไปบางตัวสีขนหูจะมีสีเข้มกว่ าและสีเบาๆก็เป็นที่นิยมกัน
ขน ขนของพูเดิ้ลตามธรรมชาติจะสากที่บนผิวด้านนอกมีความดกทั่วตัว และขนเป็นคลื่นหรือลอนหยัก มีพูเดิ้ลที่มีขน
เป็นพุ่มก้อนตามที่รู้จักกันว่าเป็นแบบของพูเดิ้ล ขนแบบนี้จะเกาะกันเป็นพุ่มก้อน ขนที่เป็นพุ่มดกจะยาวไม่เท่ากัน
ส่วนขนบริเวณแผงคอ, ลำตัว, หัวและหูจะยาวกว่าส่วนอื่นๆ แต่ตรงก้อนที่ฟูพองเป็นพุ่มนั้นขนจะสั้นกว่าส่วนอื่น
หาง หางจะตั้งตรง ยกขึ้นสูงและไม่ตกลง ช่วงชีวิต พูเดิ้ลจะมีชีวิตราวๆ 12 ปี
ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่ามีกำเนิดในประเทศใด บางข้อมูลกล่าวว่ามีกำเนิดในประเทศเยอรมัน โดยรู้จักกันในนาม Pudle
แต่บางท่านกล่าวว่า Poodle เป็นสุนัขประจำชาติของฝรั่งเศสโดยชาวฝรั่งเศสมักนิยมใช้สุนัขพันธุ์นี้ในการคาบสิ่งของ
หรือฝึกแสดงในละครสัตว์ และชอบที่จะตัดแต่งทรงขนซึ่งมีลักษณะหยิกแน่นเป็นขดเป็นทรงต่างๆตามแฟชั่น
เป็นที่โปรดปราน แก่บรรดาคุณหญิงคุณนายชาวฝรั่งเศสกันมาช้านาน

สุนัขพันธุ์นี้สืบเชื้อสายมาจากพันธุ์ Water Retriever จึงมีความสามารถพิเศษในการว่ายน้ำ
Poodle มี 3 ขนาด โดยมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไปคือ Toy poodle, Miniature Poodle,Standard Poodle
โดยขนาด Standard Poodle ถือกำเนิดก่อน Poodle ขนาดอื่นๆ ซึ่งนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย
ต่อมาจึงมีคัดเลือกสหพันธุ์ที่เล็กลง ผสมผสานจนเกิดเป็น Miniature และ Toy Poodle ขึ้น
ทั้งสามขนาดนี้กำหนดขึ้นให้เป็นมาตรฐานประกวดไปทั่วโลกในปัจจุบัน
ถิ่นกำเนิด ประเทศเยอรมันนี      ประวัติ สุนัขพูเดิ้ลกำเนิดในประเทศเยอรมันนี คำว่า พูเดิ้ล (Poodle) มาจากคำว่า พูเดนลาส (Pudelnass) หรือ พูดเดิ้ล (Puddle) ซึ่งเป็นสุนัขที่ใช้คาบ ของจากในน้ำมาคืน ชาวอังกฤษรู้จักสุนัขพันธุ์นี้ก็ตอนที่เจ้าชายรูเพริท ของแคว้นไรท์ แห่งเยอรมัน ได้นำสุนัขพันธุ์นี้มาด้วย เพื่อมาช่วยเหลือกษัตริย์ชาร์ล ที่ 1 ในการทำสงคราม ส่วนในฝรั่งเศสนั้น ในสมัยมารี แอนโตเนทนั้น สุนัขพูเดิ้ลได้มีการตกแต่งตัดขน เป็นแบบแผน จนเป็นที่แพร่หลาย ทั่วประเทศ ลักษณะทรงขนเป็นแบบ สิงโต (Lion Clip)
    ขนาด   มีน้ำหนัก 12-14 กิโลกรัม สูง 28-38 เซ็นติเมตร      
    ลักษณะทั่วไป สี    มีหลายสีตั้งแต่ ขาว น้ำตาล ช็อคโกแลต ดำ หัว  กระหม่อมแคบ ปากแหลม หูปรกลง ขน  ขนลวดมัน เท้า  รีเล็ก หาง  ตัดสั้น
    ข้อดีของสุนัขพูเดิ้ล 
1. ฉลาด และอายุยืน
2. ใช้ฝึกให้คาบของคืนได้
3. นิสัยร่าเริงสนุกสนาน
    ข้อควรระวัง
1. ปากอาจจะเปราะ เห่าเก่ง
2. อ่อนไหว ขี้กลัว หวาดระแวง


ประวัติสุนัขพันธุ์ ชิสุ


น่ารักครับ



ประวัติสุนัขพันธุ์ ชิห์สุ (Shih Tzu) 
น้อง หมาพันธุ์เล็กยอดนิยมอย่างชิห์สุ (Shih Tzu) คงทำให้คนรักสัตว์หายเหงากันมาไม่น้อย ยิ่งคนที่มีพื้นที่อาศัยอย่างคอนโด หรืออพาร์ตเม้นท์ซึ่งมีที่อยู่อาศัยที่เล็กลง ชิห์สุจึงถูกหมายตาให้เป็นสมาชิก 4 ขาในบ้านเป็นอันดับต้นๆ ทีเดียว ชิห์สุเป็นสุนัขขนาดเล็ก แต่มีความทรหดอดทนสูง แข็งแรง สร้างเสน่ห์ให้เจ้าของหลงรักได้ไม่เว้นวัน 

ชิห์สุ มีอุปนิสัย ร่าเริง ตื่นตัว ฉลาด ขี้เล่น เป็นตัวของตัวเอง กล้าหาญ เป็นเพื่อนที่ดี รักเจ้าของ จงรักภัคดีต่อเจ้าของ ช่างประจบ รักความสะอาด เป็นมิตรกับทุกคนหากถูกฝึกให้เข้าสังคมอย่างเพียงพอ สามารถเข้าสังคมกับสุนัขพันธุ์อื่นๆ ได้ ปรับตัวได้ดีชอบที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ กับเจ้าของ ในทุกเรื่อง ไม่ชอบถูกทิ้งไว้ในบ้าน 

บรรพบุรุษของชิห์สุ ค่อนข้างจะไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าชิห์สุ มีต้นกำเนิดจากทิเบต เนื่องจากตามประวัติศาสตร์ของชาวทิเบตถือว่า สิงห์โตเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางศาสนา พระชาวทิเบต (Lama) จึงได้ผสมสุนัขพันธุ์เล็กขึ้นมา ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับสิงห์โต (Lion Dog) ชิห์สุ (ซึ่งแปลว่าสิงโตWink จึงได้ชื่อว่าเป็นสุนัขที่เก่าแก่และตัวเล็กที่สุดในบรรดา สุนัขศักดิ์สิทธิ์ (Holy Dog) และมีลักษณะบางอย่างคล้ายกับสุนัขพันธุ์อื่นๆ ของชาวทิเบต 




ตาม ประวัติศาสตร์อันยาวนานและรุ่งโรจน์ในประเทศจีนนั้น พระนางชุสีไทเฮาพยายามรักษาสายพันธุ์ชิห์สุไว้ ซึ่งคอกสุนัขปั๊ก, ปักกิ่งและชิห์สุ ของพรนางฯ เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงทั่วโลก พระนางทรงดูแลเอาใจใส่สุนัขในคอกเป็นอย่างดีในตลอดช่วงเวล าที่พระนางมีชีวิต อยู่ ถึงกระนั้น ชิห์สุก็ถูกลักลอบนำออกไปโดยขันทีในราชสำนัก ขันทีได้แอบผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์เพื่อต้องการลดขนาดของส ุนัขให้เล็กลง หลังจากพระนางชูสีไทเฮาสิ้นพระชมน์ในปี ค.ศ.1908 สุนัขก็ค่อยๆ กระจัดกระจายหายไป การผสมพันธุ์ก็เป็นไปแบบตามอำเภอใจ แต่ก็ยังมีผู้ที่ยังคงผสมพันธุ์เพื่อรักษาสายพันธุ์ไว้อยู ่ และหลังจากที่มีการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ สุนัขในพระราชวังก็สูญพันธุ์ไปเนื่องจากมีการทำลายล้างพระ ราชวัง 




ลักษณะทั่วไป 

สุนัขพันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดในประเทศธิเบต ในปี ค.ศ.1850 ชิสุหลายตัวจากธิเบต ถูกส่งเป็น เครื่องบรรณาการแก่ราชวงศ์แมนจู ชาวจีนเรียกสุนัขเหล่านี้ว่า SHIH TZU KOU แปลว่า สุนัขสิงโต เมื่อสิ้นยุคพระนางซูสีไทเฮา สุนัขพันธุ์ชิสุถูกทำลายมากมาย แต่ยังมีชิสุบางส่วน ถูกนำออกนอกประเทศจีน และกระจาย ไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของโลก เช่น อังกฤษและอเมริกา ชิสุเป็น สุนัขที่มีขนาดเล็ก ขนยาว เป็นมันคล้ายแพรวไหม ชิสุถูก รับรองโดย AKC ในปี 1969 


อุปนิสัย ร่าเริง กล้าหาญ รักเจ้าของ ส่วนหัว มีลักษณะ กลม กว้าง มีขนาดสมดุลย์ กับขนาด ของลำตัว หัวกะโหลกเป็นรูปโดม 

หู มีขนาดใหญ่ โคนหูต่ำกว่ายอดหัวกะโหลกเล็กน้อย หูมี ขนยาว 

ตา กลมโต ตามีสีดำ 

ดั้งจมูก (stop) มีมุมหักชัดเจน 

ปาก (muzzle) มีขนาดสั้น มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส 

จมูก กว้าง สีดำ 

ฟัน ขบแบบเสมอ หรือ UNDERSHOT เล็กน้อย 

ลำตัว มีความยาวมากกว่า ความสูงของลำตัว เส้นหลังตรงอยู่ในแนวระดับ 

คอ เชิด ดูสง่างาม 

อก กว้าง และ ลึก 

ขาหน้า มีขนาดสั้น ขาหน้ามีกระดูกใหญ่พอประมาณ ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ ขาหน้ามีขนยาว เท้ามีขนา ดใหญ่ ่ชี้ตรงไปด้านหน้า 

ขาหลัง มีขนาดสั้น ขาหลังมีกระดูกใหญ่ กล้ามเนื้อมาก มีขนยาวเท้าหลังคล้ายเท้าหน้า 

หาง โคนหางค่อนข้างสูง หางพาดอยู่บนหลัง มีขนยาว 

ขน-สี ขนสีสองชั้น ขนมีคุณภาพดี ขนแน่น ขนเหยียดตรงหรือเป็นคลื่นเล็กน้อยไม่หยิก บริเวณหัวมีขนย าว นิยมมัดเป็นจุก ขนมีสีอะไรก็ได้ 

ขนาด เป็นสุนัขที่มีขนาดเล็ก 

น้ำหนัก 9-18 ปอนด์ 

ส่วนสูง ประมาณ 8-11 นิ้ว 

การเดิน-วิ่ง มีความสง่างาม ขณะก้าวขาเหยียดตรง คอเชิด เส้นหลังตรง หางพาดอยู่บนหลัง 

ข้อบกพร่อง หัวกะโหลกแคบ ตาเล็ก ตาสีอ่อน ปากยาว จมูกสีชมพู ฟัน OVERSHOT ขน ยาว ขนบาง 

วันพุธที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

พระมหาชนก













การบินไทย


การบินไทย



บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (อังกฤษThai Airways International) เป็นสายการบินทั้งภายในและระหว่างประเทศ และมีสภาพเป็นกิจการการบินแห่งชาติของประเทศไทย ในปัจจุบัน เริ่มบินเที่ยวแรกวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2503 การบินไทยเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งของเครือข่ายพันธมิตรสายการบินสตาร์อัลไลแอนซ์ ในประเทศไทยมีฉายาเรียกว่า เจ้าจำปี ซึ่งมีที่มาจากสัญลักษณ์ของการบินไทย การบินไทยได้ระดับความปลอดภัย "A" ซึ่งเป็นระดับที่ปลอดภัยที่สุด วัดจากสถิติสะสมตั้งแต่ พ.ศ. 2513 โดย Air Rankings Online
บริษัทวิจัยในธุรกิจการบินของโลก "สกายแทรกซ์ รีเสิร์ช" เผยผลสำรวจเพื่อจัดอันดับสายการบินแห่งปี 2550 ให้การบินไทยได้รับเลือกให้เป็นสายการบินอับดับ 2 ของโลก ขณะที่ในส่วนของเลานจ์สำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่งของการบินไทย ที่สนามบินสุวรรณภูมินั้น ได้รับการโหวตให้เป็นเลานจ์สำหรับผู้โดยสารชั้นหนึ่งที่ดีที่สุด [2]
สายการบินไทยเป็นสายการบินแรกในเอเซียที่บินเส้นทางกรุงเทพ-ลอนดอน (ฮีทโธรว์) [3]

สายการบินไทยได้เปิดเส้นทางบินตรง กรุงเทพ-ลอสแอนเจลิส ซึ่งเป็นเส้นทางที่บินไกลเป็นอันดับที่ 5 ของโลกโดยไม่แวะพัก ด้วยเครื่องบิน A340-500 และเป็นสายการบินที่ใช้เครื่องบิน B777-200 บินตรงไกลที่สุดในเส้นทางกรุงเทพ-บริสเบน ส่วนเส้นทางกรุงเทพ-เอเธนส์เป็นเส้นทางบินตรงไกลที่สุดสำหรับเครื่องบิน ชนิดฺ B777-300[4]






ความน่ารักของหมูหมา

มาตรฐานสายพันธุ์สุนัขพันธุ์ ชิห์สุ (Shih Tzu)

น้องหมาพันธุ์เล็กยอดนิยมอย่างชิห์สุ (Shih Tzu) คงทำให้คนรักสัตว์หายเหงากันมาไม่น้อย ยิ่งคนที่มีพื้นที่อาศัยอย่างคอนโด หรืออพาร์ตเม้นท์ซึ่งมีที่อยู่อาศัยที่เล็กลง ชิห์สุจึงถูกหมายตาให้เป็นสมาชิก 4 ขาในบ้านเป็นอันดับต้นๆ ทีเดียว ชิห์สุเป็นสุนัขขนาดเล็ก แต่มีความทรหดอดทนสูง แข็งแรง สร้างเสน่ห์ให้เจ้าของหลงรักได้ไม่เว้นวัน
ชิห์สุ มีอุปนิสัย ร่าเริง ตื่นตัว ฉลาด ขี้เล่น เป็นตัวของตัวเอง กล้าหาญ เป็นเพื่อนที่ดี รักเจ้าของ จงรักภัคดีต่อเจ้าของ ช่างประจบ รักความสะอาด เป็นมิตรกับทุกคนหากถูกฝึกให้เข้าสังคมอย่างเพียงพอ สามารถเข้าสังคมกับสุนัขพันธุ์อื่นๆ ได้ ปรับตัวได้ดีชอบที่จะมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ กับเจ้าของ ในทุกเรื่อง ไม่ชอบถูกทิ้งไว้ในบ้าน

บรรพบุรุษของชิห์สุ ค่อนข้างจะไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่าชิห์สุ มีต้นกำเนิดจากทิเบต เนื่องจากตามประวัติศาสตร์ของชาวทิเบตถือว่า สิงห์โตเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางศาสนา พระชาวทิเบต (Lama) จึงได้ผสมสุนัขพันธุ์เล็กขึ้นมา ให้มีลักษณะคล้ายคลึงกับสิงห์โต (Lion Dog) ชิห์สุ (ซึ่งแปลว่าสิงโต) จึงได้ชื่อว่าเป็นสุนัขที่เก่าแก่และตัวเล็กที่สุดในบรรดาสุนัขศักดิ์สิทธิ์ (Holy Dog) และมีลักษณะบางอย่างคล้ายกับสุนัขพันธุ์อื่นๆ ของชาวทิเบต

ตามประวัติศาสตร์อันยาวนานและรุ่งโรจน์ในประเทศจีนนั้น พระนางชุสีไทเฮาพยายามรักษาสายพันธุ์ชิห์สุไว้ ซึ่งคอกสุนัขปั๊ก, ปักกิ่งและชิห์สุ ของพรนางฯ เป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงทั่วโลก พระนางทรงดูแลเอาใจใส่สุนัขในคอกเป็นอย่างดีในตลอดช่วงเวลาที่พระนางมีชีวิตอยู่ ถึงกระนั้น ชิห์สุก็ถูกลักลอบนำออกไปโดยขันทีในราชสำนัก ขันทีได้แอบผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์เพื่อต้องการลดขนาดของสุนัขให้เล็กลง หลังจากพระนางชูสีไทเฮาสิ้นพระชมน์ในปี ค.ศ.1908 สุนัขก็ค่อยๆ กระจัดกระจายหายไป การผสมพันธุ์ก็เป็นไปแบบตามอำเภอใจ แต่ก็ยังมีผู้ที่ยังคงผสมพันธุ์เพื่อรักษาสายพันธุ์ไว้อยู่ และหลังจากที่มีการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ สุนัขในพระราชวังก็สูญพันธุ์ไปเนื่องจากมีการทำลายล้างพระราชวัง






ชิห์สุ (Shih Tzu)
สุนัขในกลุ่ม Toy Group


ศรีษะ
ต้องกลมโต
กะโหลก
กว้างอย่างสมดุล สีกลางหน้าผากจะต้องขาวเด่น
หน้า
สั้น หน้าผากถึงจมูก ต้นไม่ยาวเกิน 1 นิ้ว
ตา
ตาทั้งสองข้างอยู่ห่างจากกัน สมดุลกัน ดวงตากลมโตสีดำไม่โปน นัยน์ตาแสดงความเป็นมิตรไม่ดุร้าย
จมูก
กว้าง สีดำ ดั้งจมูกมีมุมหักชัดเจน
ปาก
มีขนาดสั้น ปากไม่แหลม ไม่มีรอยย่นของผิวหนังรอบปาก
ฟัน
ต้องขบสนิท เรียบ ฟันล่างขบฟันบนเล็กน้อย ขบแบบเสมอ หรือ UNDERSHOT เล็กน้อย อย่าให้ฟันบนเกยฟันล่างเด็ดขาด
คาง
ไม่ยื่น
ใบหู
ปลายหูจะมีสีดำ ไม่ว่าหูจะสีอะไรปลายหูจะต้องดำ ต้องยาวกว้างและห้อยลง โคนหูจะอยู่ต่ำกว่าศีรษะส่วนบนเล็กน้อย ขนที่หูหนามากจนดูกลมกลืนไปกับขนที่ต้นหู
คอ
ตั้งตรงยาว ได้สัดส่วนกับลำตัว เชิด ดูสง่างาม
ขน
มีขนสองชั้น ขนชั้นในดก หนา ขนชั้นนอกยาวและแน่น ไม่หยิกเป็นลอน ขนบนศีรษะนิยมมัดเป็นจุก
สีขน
เป็นสีผสมกันของสีดำ น้ำตาล ขาว มีสีขาวเป็นสีพื้น สีใช้ได้ทุกสี สีจะต้องไม่แซมกัน สีต้องเป็นกลุ่มชัดเจน ท้ายทอยขาว
ลำตัว
ต้องมีความยาวของลำตัวมากกว่าความสูงเล็กน้อย ลำตัวบึกบึน กระชับ
อก
กว้างและลึก ไหล่ดูมั่นคงแข็งแรง แผ่นหลังตรงได้สัดส่วน
ขาหน้า
ขาตรง สั้น กระดูกขาใหญ่ มีกล้ามเนื้อแน่น ขนดกหนา เท้าใหญ่และแข็งแรง ตั้งห่างกันในระยะที่เหมาะสม ข้อศอกใต้อกชิดติดลำตัว มีขนาดสั้น
ขาหลัง
ขาสั้น ขาหลังมีกระดูกใหญ่ เมื่อดูจากด้านหลังจะมีลักษณะตรง มีกล้ามเนื้อ โคนขาอวบกลม ขนขาดกหนา
ท่าเดิน
นิ่มนวล สวยงาม ควรเดินเป็นเส้นตรงในระดับความเร็วที่เหมาะสม ขาหน้าควรก้าวตรงไปข้างหน้า ไม่แกว่งเข้าหรือแกว่งออก และขาหลังดีดสูงขึ้นในระดับที่เท่ากัน ในขณะที่เส้นหลังก็ต้องตรง คอตั้งเชิดและหางพาดกลับมาที่หลัง
เท้า
ขนาดกำลังพอดี มั่นคง ใต้นิ้วเท้าหนา นิ้วติ่งที่อยู่ด้านหลัง มักนิยมตัดออก ส่วนนิ้วติ่งขาหน้าจะตัดออกหรือไม่ก็ได้
หาง
มีขนขึ้นเป็นพวงสวยงาม หางต้องม้วนพาดกลางหลัง ตั้งตรงและแกว่งไกว ไม่ห้อยลง โคนหางค่อนข้างสูง มีขนยาว ปลายหางต้องมีสีขาวเท่านั้น ระยะจากต้นคอถึงโคนหาง มองดูค่อนข้างมีความยาวกว่าความสูง ซึ่งต้องวัดจากปลายขาถึงต้นคอ
ขนาด
เป็นสุนัขที่มีขนาดเล็ก
น้ำหนัก
4.5 - 7.5 กก. (10 - 16 ปอนด์)
ส่วนสูง
25 - 27 ซม. (10 - 11 นิ้ว)
อายุเฉลี่ย
12 - 14 ปี
การเดิน - วิ่ง
มีความสง่างาม ขณะก้าวขาเหยียดตรง คอเชิด เส้นหลังตรง หางพาดอยู่บนหลัง
การดูแล
ต้องการความรักและเอาใจใส่มาก ควรเลี้ยงไว้ในห้องปรับอากาศหรือที่ที่มีอากาศเย็น สุนัขพันธุ์นี้ต้องการการแปรงขนทุกวัน ผู้เลี้ยงต้องมีเวลาในการแปรงขนอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง และแปรงขนมากกว่าหนึ่งครั้งต่อวันก็ได้ เพราะถ้าเขาวิ่งออกไปซนนอกบ้าน ขากลับก็จะพกเอาดิน เศษโคลนติดมากับขนด้วย ขนบนหัวควรผู้รวบให้เรียบร้อย เพราะดวงตาโปน อาจบาดเจ็บได้ง่าย ขนที่ก้นและเท้า ต้องตัดให้เรียบร้อยเช่นกันเพื่อความสะอาด
ผู้เลี้ยงที่เหมาะสม
มีบุคลิกกระฉับกระเฉง สามารถให้ความรักกับสุนัขได้ มีเวลาในการดูแลเอาใจใส่ เช่น เล่น แปรงขน ฝึกให้เข้าสังคม เป็นต้น





วันพุธที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2554

แห่เทียนอุบลราชธานี






งานประเพณีแห่เทียนพรรษา เป็นประเพณีทางพุทธศาสนา ของชาวอุบลฯ ซึ่งมีความเจริญในพุทธศาสนา วัฒนธรรม และประเพณีมาเป็นเวลายาวนาน ถือเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจังหวัดอุบลราชธานี โดยได้กำหนดจัดงานขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 และแรม 1 ค่ำเดือน 8 หรือวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา จัดให้มีขึ้นทุกปี
          จากการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่ ได้ความว่า ชาวอุบลราชธานี ได้ทำต้นเทียนประกวดประชันความวิจิตรบรรจงกัน ตั้งแต่ พ.ศ.2470 จนเมื่อปี พ.ศ.2520 จังหวัดอุบลราชธานี ได้จัดงานสัปดาห์ประเพณีแห่เทียนพรรษา ให้เป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่และมโหฬาร สถานที่จัดงานคือ บริเวณทุ่งศรีเมืองและศาลาจตุรมุข มีการประกวดต้นเทียน 2 ประเภท คือ ประเภทติดพิมพ์ และประเภทแกะสลัก โดยขบวนแห่จากคุ้มวัดต่างๆ พร้อมนางฟ้าประจำต้นเทียน จะเคลื่อนขบวนจาก หน้าวัดศรีอุบลรัตนาราม ไปตามถนน มาสิ้นสุดขบวนที่ทุ่งศรีเมือง และการแสดงสมโภชต้นเทียน แลเป็นแสงไฟต้องลำเทียนงามอร่ามไปทั้งงาน ซึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 เป็นต้นมา งานประเพณีแห่เทียนพรรษาจังหวัดอุบลราชธานี มีชื่องานแต่ละปี ดังนี้
          ปี พ.ศ. 2542 มีชื่องานว่า "งานแห่เทียนพรรษา เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชา" เนื่องจากเป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่มาของ "เทียนเฉลิมพระเกียรติฯ" ที่ทุ่งศรีเมือง
          ปี พ.ศ. 2543 มีชื่องานว่า "หลอมบุญบูชา ถวายไท้นวมินทร์" มีความหมายว่า การหล่อเทียนพรรษาของชาวอุบลฯ เพื่อบำเพ็ญกุศลร่วมกัน การหล่อหลอมจิตศรัทธาให้เป็นหนึ่งเดียว เปรียบประดุจการหลอมบุญบูชา เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่องค์พระมหากษัตริย์
          ปี พ.ศ. 2544 มีชื่องานว่า "งามล้ำเทียนพรรษา ภูมิปัญญาชาวอุบลฯ" เนื่องจากเทียนพรรษาได้วิวัฒนาการไปจาก "ภูมิปัญญาดั้งเดิม" จนแทบจะจำเค้าโครงแต่โบราณไม่ได้ จึงได้มีการหันกลับมาทบทวนการจัดงานแห่เทียนพรรษา ตามภูมิปัญญาของชาวอุบลฯ ตั้งแต่เดิมมา
          ปี พ.ศ. 2545 มีชื่องานว่า "โรจน์เรือง เมืองศิลป์" ด้วยเหตุที่ ททท.ได้เลือกงานแห่เทียนพรรษจังหวัดอุบลราชธานี เป็นงานที่โดดเด่นที่สุดของประเทศในเดือนกรกฎาคม ตามโครงการ "เที่ยวทั่วไทย ไปได้ทุกเดือน" จึงจัดให้มีกิจกรรมการท่องเที่ยวตลอดเดือน อาทิ ได้เชิญช่างศิลป์นานาชาติประมาณ 15 ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ จีน ญี่ปุ่น มาร่วมแข่งขันการแกะสลักขี้ผึ้งตามสไตล์งานศิลปะแต่ละชาติ มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก มาชมงานตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม 2545 ชื่องาน "โรจน์เรือง เมืองศิลป์" เป็นคำย่อมาจากคำเต็มที่ว่า "อุบลฯ เมืองนักปราชญ์ รุ่งโรจน์ศาสตร์ เรืองรองศิลป์ ถิ่นไทยดี"





          ปี พ.ศ. 2546 มีชื่องานว่า "สืบศาสตร์ สานศิลป์" เนื่องจากงานประเพณีแห่เทียนพรรษาเป็นการ "สืบทอดศาสนาและสืบสานงานศิลปะ" ดังคำกล่าวที่ว่า "เทียนพรรษา คือ ภูมิศิลปะแห่งศรัทธา" เพื่อความกระชับ จึงใช้ ชื่อว่า "สืบศาสน์ สานศิลป์" แต่โดยเหตุที่มีผู้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า คำว่า "ศาสตร์" มีความหมายกว้างกว่า ชื่องานจึงเป็น "สืบศาสตร์ สานศิลป์" ด้วยเหตุนี้
          ปี พ.ศ. 2547 มีชื่องานว่า "ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา เทิดไท้ 72 พรรษา มหาราชินี" เนื่องจากเป็นปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ พระแม่-แม่พระ ของแผ่นดิน
          ปี พ.ศ. 2548 มีชื่องานว่า "น้อมรำลึก 50 ปี พระบารมีแผ่คุ้มเกล้าฯ ชาวอุบลฯ" เนื่องจากเมื่อวันที่ 16-17 พฤศจิกายน 2498 ล้นเกล้าทั้งสองพระองค์ ได้เสด็จเยือนอุบลราชธานี ยังความปลาบปลื้มปิติแก่ชาวอุบลฯ เป็นล้นพ้น เพราะตั้งแต่สร้างบ้านเมืองมาเกือบ 200 ปี ยังไม่เคยมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใดเสด็จเยี่ยม หรือทรงใกล้ชิดกับราษฎรอย่างไม่ถือพระองค์เช่นนี้ ชาวอุบลฯ ทุกหมู่เหล่า ต่างพร้อมน้อมรำลึกด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเหล้าล้นกระหม่อม พระบารมีแผ่คุ้มเกล้าฯ ชาวอุบลฯ ปิติล้นพ้น ตลอดระยะเวลา 50 ปี ที่ผ่านมาและตลอดไป
          ปี พ.ศ. 2549 มีชื่องานว่า "60 ปี พระบารมีแผ่ไพศาล งามตระการเทียนพรรษา เทิดราชัน" เพื่อแสดงความจงรักภักดี
ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี